Saturday, July 17, 2004

แบบทดสอบร่างกายของเรา ครั้งที่ 1

แบบทดสอบเก็บคะแนนครั้งที่ 1 ชุดที่ ………
ร่างกายของเรา
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง นำไปกา X ลงในกระดาษคำตอบที่กำหนดให้
1. อวัยวะใดที่ไม่ทำหน้าที่เกี่ยวกับย่อยไขมัน
ก. ตับ
ข. กระเพาะอาหาร
ค. ลำไส้เล็ก
ง. ตับอ่อน
2. เพราะเหตุใด แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก รับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันต่ำ
ก. เพราะร่างกายขาดเอนไซม์ไลเปสที่สร้างโดยถุงน้ำดี
ข. เพราะตับอ่อนจะสร้างเอนไซม์ไลเปสได้น้อยกว่าปกติเพราะขาดสภาพเบสจากน้ำดี
ค. เพราะไลเปสต้องการเบส และการช่วยย่อยจากน้ำดี
ง. เพราะไลเปสต้องการกรดจากน้ำดี ในการย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล
3. ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
ก. น้ำดีเป็นน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อน ๆ สำหรับย่อยไขมัน
ข. สารอาหารชนิดแรกที่ถูกย่อย คือ คาร์โบไฮเดรต
ค. ในกระเพาะอาหารมีการย่อยอาหารพวกโปรตีน
ง. เจจูนัมเป็นบริเวณที่มีการดูดซึมอาหารมากที่สุด
4. ข้อใดแสดงความหมายของการย่อยอาหาร
ก. การสลายโมเลกุลของสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน
ข. การสลายโมเลกุลของสารอาหารเพื่อให้มีขนาดเล็กสุด
ค. การนำอาหารไปใช้ภายในเซลล์ร่างกาย
ง. การทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงเพื่อสะดวกต่อการกิน
5. เมื่อนักเรียนกินข้าวต้มปลา การย่อยและการดูดซึมอาหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ใด
ก. ตับ
ข. ลำไส้เล็ก
ค. ลำไส้ใหญ่
ง. กระเพาะอาหาร
6. ทางเดินอาหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูดซึม และการย่อยอาหารน้อยที่สุด
ก. หลอดอาหาร
ข. ช่องปาก
ค. ลำไส้เล็ก
ง. กระเพาะอาหาร
7. อวัยวะใดของคนไม่สร้างเอ็นไซม์ย่อยอาหาร
ก. ตับ
ข. ตับอ่อน
ค. ต่อมน้ำลาย
ง. ลำไส้เล็ก
8. ตำแหน่งที่มีการย่อยอาหารประเภทโปรตีน เป็นครั้งแรกสุดในคนโดยการใช้เอนไซม์ คือ
ก. บริเวณช่องปาก
 ข. บริเวณหลอดอาหาร
ค. บริเวณลำไส้เล็ก
 ง. บริเวณกระเพาะอาหาร
9. ข้อใดไม่ใช่น้ำย่อยจากตับอ่อน
ก. ทริปซิน
ข. เปปซิน
ค. ไลเปส
ง. อะไมเลส 
10. ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของน้ำดีจากตับ
ก. ลดความเป็นกรดของอาหารในลำไส้เล็ก
ข. ช่วยในการดูดซึมอาหารเข้าสู่เส้นเลือด
ค. ช่วยทำให้ไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ
ง. ย่อยไขมันให้กลายเป็นกรดไขมัน และกลีเซอรอล
11. อาหารจำพวกแป้งเมื่อย่อยจนถึงขั้นสุดท้ายแล้ว จะได้สารใด
ก. มอลโตส
ข. กลูโคส
 ค. ฟรุกโตส
ง. กาแลกโตส
12. สารอาหารใด ที่ร่างกายดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ดี
ก. ไขมัน และ โปรตีน
ข. กรดไขมัน และ กรดอะมิโน
ค. กลูโคส และ มอลโตส
ง. กลีเซอรอล และ แลกโตส
13. การย่อยโปรตีน จะเกิดขึ้นจนได้สิ่งใดในที่สุด
ก. กรดไขมัน
 ข. กรดอะมิโน
ค. กลูโคส
ง. กลีเซอรอล
14. เอ็นไซม์ ทริปซิน ทำงานได้ดีในสภาวะใด
ก. ภาวะเป็นกรด
ข. ภาวะเป็นเบส
ค. ภาวะเป็นกลาง
ง. ภาวะเป็นเกลือ
15. คนที่เป็นโรคดีซ่าน หรือท่อน้ำดีอุดตัน ควรงดอาหารประเภทใด
ก. ถั่วลิสง
 ข. เผือกต้ม
ค. เนื้อวัว
ง. มันฝรั่ง
16. กรดอะไรช่วยในการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
ก. HNO3
ข. HCl
ค. H2SO4
 ง. H2CO3
17. หัวใจคนมี 4 ห้อง ห้องที่มีกล้ามเนื้อหนาที่สุดคือ
ก. ห้องบนขวา
ข. ห้องล่างขวา
 ค. ห้องบนซ้าย
ง. ห้องล่างซ้าย
18. สารที่น่าจะเป็นก๊าซออกซิเจน คือ
ก. สารที่แพร่จากน้ำเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกาย
ข. สารที่แพร่จากเซลล์ร่างกายเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดง
ค. สารที่แพร่จากเม็ดเลือดแดงเข้าสู่เซลล์ร่างกาย
ง. สารที่แพร่จากเม็ดเลือดขาวเข้าสู่เม็ดเลือดแดง
19. เลือดที่บรรจุอยู่ในเส้นเลือดใดมีออกซิเจนสูง
ก. เส้นเลือดจากศรีษะเข้าสู่ห้องบนขวา
ข. เส้นเลือดที่ออกจากหัวใจห้องล่างขวาไปยังปอด
ค. เส้นเลือดจากร่างกายส่วนต่างๆเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา
ง. เส้นเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
20. การวัดชีพจร คือการวัด
ก. อัตราการเต้นของหัวใจ
ข. ความดันเลือด
ค. อัตราความเร็วของเลือดในเส้นเลือด
ง. ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดขณะที่คนเรามีชีวิตอยู่
21. กล้ามเนื้อของผนังเส้นเลือดแดง มีลักษณะหนาและยืดหยุ่นได้ดีกว่าเส้นเลือดดำ เพราะ
ก. ป้องกันการไหลกลับของเลือด
ข. ช่วยการไหลของเลือดให้เร็วขึ้น
ค. ต้านทานความดันเลือดจากหัวใจ
ง. เลือดในเส้นเลือดแดงมีปริมาณมาก
22. เลือดแดงกลายเป็นเลือดดำ เมื่อไหลผ่านอวัยวะใด
ก. หัวใจห้องบน
 ข. ปอด
 ค. เส้นเลือดฝอย
 ง. หัวใจห้องล่าง
23. การเจาะเลือดไปตรวจกระทำกับเส้นเลือดใด การวัดความดันเลือดกระทำที่เส้นเลือดใด ตามลำดับ
ก. เส้นเลือดดำ เส้นเลือดดำ
ข. เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง
ค. เส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ
ง. เส้นเลือดแดง เส้นเลือดแดง
24. เส้นเลือดใดมีความดันเลือดต่ำสุด
ก. เส้นเลือดแดงใหญ่
ข. เส้นเลือดดำใหญ่
ค. เส้นเลือดฝอย
ง. เส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงปลายเท้า
25. ในการหายใจออกของคนเรา พบว่า
ก. กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น ความดันภายในช่องอกมากขึ้น
ข. กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น ความดันภายในช่องอกลดลง
ค. กระดูกซี่โครงลดตัวต่ำลง ความดันภายในช่องอกมากขึ้น
ง. กระดูกซี่โครงลดตัวต่ำลง ความดันภายในช่องอกลดลง
26. ภายในร่างกายมีการแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้นที่
ก. อัลวีโอลัส
 ข. ขั้วปอด
ค. แขนงขั้วปอด
ง. หลอดลม
27. ก๊าซออกซิเจน จะลำเลียงไปยังเซลล์ร่างกายในลักษณะใด
ก. รวมกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
ข. ละลายไปกับน้ำเลือด
ค. ละลายไปกับน้ำในเม็ดเลือดแดง
 ง. แพร่จากปอดไปยังเซลล์ร่างกายโดยตรง
28. สิ่งมีชีวิตใดที่มีระบบโลหิตต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ก. คน
ข. หอย
 ค. แมลง
 ง. ปู
29. เซลล์แต่ละชนิดในร่างกายคนมีรูปร่างต่างกัน เพราะ
ก. มีองค์ประกอบในเซลล์ต่างกัน
ข. มีหน้าที่ต่างกัน
ค. เกิดจากความผิดปกติในการแบ่งเซลล์
ง. ขึ้นอยู่กับพ่อและแม่
30. ถ้าเปรียบสมอง ได้กับ คอมพิวเตอร์ จะเปรียบเม็ดเลือดขาวกับสิ่งใด
ก. เทศบาล
ข. แพทย์
 ค. รถขยะ
 ง. เตาเผาขยะ
31. เซลล์ที่มีลักษณะเป็นเส้นยาวๆ มีนิวเคลียส มีร่างแหมากมาย มีเยื้อหุ้ม น่าจะหมายถึงเซลล์ใด
ก. เซลล์กล้ามเนื้อ
ข. เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม
ค. เซลล์สมอง
ง. เซลล์ประสาท
32. ในการหายใจนำก๊าซเช้าสู่ปอด(หายใจเข้า)จงเรียงลำดับปริมาณก๊าซจากมากไปหาน้อย
ก. O2>CO2>N2
 ข. CO2>O2>N2
ค. N2>CO2>O2
 ง. N2>O2>CO2
33.อัตราการหายใจเข้าออกขึ้นอยู่กับปัจจัยใด
ก. ปริมาณออกซิเจนในเลือด
ข. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด
ค. ถ้าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงการหายใจจะลดลง
ง. ถูกทั้งข้อ ข และ ค
34. น้ำที่ปะปนอยู่ในสารอาหารถูกดูดซึมที่บริเวณใด
ก. กระเพาะอาหาร
ข. ลำไส้เล็ก
ค. ลำไส้ใหญ่
ง. ทวารหนัก
35. การที่เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไม่มีนิวเคลียส จะช่วยทำให้
ก. สามารถเคลื่อนที่ได้ง่าย
ข. สามารถขนออกซิเจนได้มากขึ้น
ค. คงทนต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในเลือดได้ดี
ง. สะดวกต่อการทำลายเมื่อหมดอายุ
36. เราจะพบอาหารที่ถูกย่อยจนเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในข้อใด
ก. แผ่นเลือด
 ข. น้ำเลือด
 ค. เม็ดเลือดแดง
ง. เม็ดเลือดขาว

โครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
1. การคิดและการเลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำโครงงาน
การคิดและการเลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำโครงงาน เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและยากที่สุด ควรคิดและเลือกด้วยตนเอง ซึ่งอาจได้มาจากความสนใจหรือข้อสงสัยหรือความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง ๆ จากการเรียนในชั้นเรียน จากการอ่านหนังสือ จากการฟัง จากการได้พบเห็นในสถานที่หรือสถานการณ์ต่าง ๆ หรือจากงานอดิเรกที่ได้ทำอยู่ หัวข้อที่จะทำโครงงานควรเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และความเป็นไปได้ด้วย
2. การวางแผนการทำโครงงาน
การวางแผนการทำโครงงาน เป็นการจัดทำร่างหรือเค้าโครงของโครงงาน ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม ประกอบด้วย


2.1 การกำหนดปัญหา หรือที่มา หรือความสำคัญของโครงงาน
2.2 การกำหนดวัตถุประสงค์และสมมุติฐาน (ถ้ามี)
2.3 การกำหนดขอบเขตของการศึกษา
2.4 การศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะศึกษา เพื่อหาแนวคิด กฎหรือทฤษฎีมาสนับสนุน และเป็นแนวทางสำคัญในการตั้งสมมุติฐาน การกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตลอดจนออกแบบการทดลองได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
2.5 การวางแผนวีธีดำเนินงาน ได้แก่ การกำหนดวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ การออกแบบการทดลอง การควบคุมตัวแปร การสำรวจและรวบรวมข้อมูล วิธีการประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผนการปฏิบัติงานแต่ละขั้น การวางแผนการ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์นั้น นักเรียนจะต้องเขียนโครงร่างหรือเค้าโครง เสนอต่อครูที่ปรึกษาก่อน เพื่อของความเห็นชอบและคำแนะนำ โดยเขียนคร่าว ๆ เป็นขั้นตอนว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยมีหัวข้อการเขียนคล้าย ๆ กับการเขียนรายงาน โครงงานวิทยาศาสตร์ ต่างกันที่การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์นั้น เขียนภายหลังการทำงานแล้ว โดยทั่วไปประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
การเขียนเค้าโครง โครงงานวิทยาศาสตร์
ชื่อของโครงงานวิทยาศาสตร์
การตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ นิยมตั้งชื่อให้กระทัดรัดดึงดูดความสนใจ เช่น "ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันต้วน้อย" ซึ่งปัญหาที่สนใจศึกษาคือ ถุงพลาสติกใส่น้ำ สามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวอาจตั้งชื่อโครงงานว่า "การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก" ก็ได้ อย่างไรก็ตามการตั้งชื่อโครงงาน ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายในวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาได้ชัดเจน
ผู้ทำโครงงานหรือคณะผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
เขียนชื่อผู้รับผิดชอบในการทำโครงงาน
ครูอาจารย์ที่ปรึกษา
เขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาเพื่อเป็นการให้เกียรติ ยกย่อง และเผยแพร่
ที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์
เป็นการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คืออธิบายให้กระจ่างชัดว่า ทำไมต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร มีหลักการคล้ายการเขียนเรียงความทั่วไป คือมีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป
ส่วนที่ 1 คำนำ : เป็นการเขียนบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์สภาพโดยทั่วไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานนี้
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง : อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงาน โดยมีหลักการหรือทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่จะศึกษา หรือบรรยายผลกระทบถ้าไม่ทำโครงงานนี้
ส่วนที่ 3 สรุป : สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องทำในส่วนที่ 2 เพื่อแก้ปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่
วัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
คือการกำหนดจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ต้องเขียนให้ชัดเจน สอดคล้องกับชื่อโครงงาน
สมมุติฐาน
เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ผู้ทำต้องให้ความสำคัญ เพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลอง สมมุติฐานก็คือการคาดคะเนคำตอบของปัญหา อย่างมีหลักเหตุผลตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว
ขอบเขตของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ผู้ทำโครงงานต้องกำหนดขอบเขตของการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่จะศึกษา
1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง คือ การกำหนดประชากรที่จะศึกษา อาจเป็นคน สัตว์ หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสม เป็นตัวแทนของประชากรที่ศึกษา
2. ตัวแปรที่ศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อีกทักษะหนึ่งที่จำเป็นต่อการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึงการกำหนดว่า เราจะต้องควบคุมหรือจัดอะไรให้เหมือนกัน จัดหรือควบคุมอะไรให้ต่างกัน ในกรณีที่เราศึกษาเพื่อเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ตัวแปรจะแบ่งได้ 3 ชนิด คือ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ควบคุม
เช่น ต้องการศึกษาเปรียบเทียบว่าดินร่วนหรือดินเหนียวเหมาะกับการปลูกข้าวเจ้า อาจต้องมีตัวแปรดังนี้ ตัวแปรต้น คือ ชนิดของดิน ( ดินร่วนและดินเหนียว ) ตัวแปรตาม คือ การเจริญเติบโตของต้นข้าวเจ้า ตัวแปรที่ควบคุม คือ ชนิดของพันธุ์ข้าว จำนวนของพันธุ์ข้าว ปริมาณของดิน ภาชนะที่ใช้ปลูก ระยะเวลาที่ใช้ ฯลฯ
ประโยชน์หรือผลที่คาดว่าจะได้รับ
คือการคาดหวังถึงผลการดำเนินการตามโครงการนี้ การเขียนต้องคาดคะเนเหตุการณ์ว่าเมื่อทำโครงงานสิ้นสุดลง ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ อย่างไร มากน้อยเพียงใด ผลที่ได้รับต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา
วิธีดำเนินการ
หมายถึง วิธีการที่จะช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ตั้งแต่ริเริ่มเสนอโครงงาน จนกระทั่งสิ้นสุด ประกอบด้วย
1. กำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนต้องเขียนโดยระบุกิจกรรมที่ต้องทำอย่างชัดเจนว่า จะทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร เรียงลำดับกิจกรรมก่อนหลังให้ชัดเจนเป็นข้อ ๆ
แผนการกำหนดเวลาการปฎิบัติงาน
การทำโครงงาน ต้องกำหนดตารางเวลาปฏิบัติงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุด เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิงคือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิง เพื่อประกอบการทำงาน ประกอบการเขียนรายงาน ควรเขียนตามรูปแบบที่นิยมกัน เช่น มีชื่อผู้แต่ง ชื่อเอกสาร แหล่งพิมพ์ ครั้งที่พิมพ์ ปีที่พิมพ์ หน้า โดยเขียนเรียงลำดับอักษรและถูกต้องตามหลักการเขียนเอกสารอ้างอิง
3. การลงมือทำโครงงาน
การลงมือทำโครงงาน เป็นการปฏิบัติตามแผนดำเนินงานที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของ เค้าโครงร่าง ที่ผ่านการเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วนั่นเอง คือ การเก็บรวมรวมข้อมูล การสร้างหรือประดิษฐ์ การปฏิบัติการทดลอง การค้นคว้าจากเอกสารต่าง ๆ ฯลฯ ในกรณีที่เป็นการทดลอง ควรมีการตรวจสอบผลการทดลองซ้ำ เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน เมื่อดำเนินการทำโครงงานครบถ้วนแล้ว ได้รับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว จะต้องแปรผลและสรุปผลการศึกษาค้นคว้า ว่าได้ผลอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งอภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า ไม่ว่าผลนั้นจะตรงกับสมมุติฐานหรือไม่ก็ได้
4. การเขียนรายงาน
การเขียนรายงานโครงวิทยาศาสตร์ เป็นการเสนอ หรือเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าในรูปแบบเอกสาร เพื่ออธิบายให้ผู้อื่นได้ทราบ วิธีเขียนรายงานมีลักษณะ เช่นเดียวกับการเขียนรายงานผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง มีหัวข้อที่นิยมเขียนดังนี้
1. ชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์
2. ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
4. บทคัดย่อ
5. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
6. วัตถุประสงค์ของการศึกษาโครงงาน
7. สมมุติฐาน ( ถ้ามี )
8. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
10. วิธีดำเนินการ
11. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
12. สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
การเขียนรายงานตามหัวข้อดังกล่าวข้างต้น อาจแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. ส่วนนำ
2. ส่วนเนื้อหา
3. ส่วนอ้างอิง
1. ส่วนนำ มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้
1.1 หน้าปก ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ผู้จัดทำโครงงาน และอาจารย์ที่ปรึกษา
1.2 บทคัดย่อ เป็นการเขียนเกี่ยวกับโครงงานนั้นอย่างย่อ ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินงานและสรุปผลการศึกษา
1.3 สารบัญ
โดยปกติส่วนประกอบข้างต้น มักเขียนขึ้นภายหลังการเขียนส่วนอื่น ๆ แล้ว
2. ส่วนเนื้อหา เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงงานโดยตรง โดยทั่วไปมักแบ่งเป็นบท ๆ ดังนี้
บทที่ 1 บทนำ อาจแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ดังนี้
1). หลักการและเหตุผล หรือที่มาและความสำคัญของปัญหาที่ศึกษา
2). วัตถุประสงค์ของการศึกษา
 
บทที่ 2 ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง มีส่วนย่อย ๆ คือ
1). เอกสาร ทฤษฎีและหลักการที่ศึกษา เป็นเอกสารที่ช่วยให้เห็นภาพพจน์ของปัญหาเด่นชัดขึ้น การเขียนควรเลือกเฉพาะส่วนที่สำคัญ มีความสัมพันธ์กับปัญหาที่จะทำการศึกษา
2). สมมุติฐาน ( ถ้ามี )
3). ขอบเขตของการศึกษา ได้แก่การกำหนดประชากร ตัวแปรที่ศึกษา และอาจจะมีการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการกำหนดความหมายของคำที่เกี่ยวข้องในการศึกษา ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
4). ประโยขน์ที่คาดว่าจะได้รับ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา
1). วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองศึกษา เขียนถึงชื่อวัสดุและอุปกรณืที่ใช้ว่ามีอะไร จำนวนเท่าไร
2.). ขั้นตอนการทดลอง เขียนเรียงลำดับขั้นตอนให้ชัดเจน ว่าใช้อะไร เท่าใด ทำอย่างไร
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย
1). การนำข้อมูลมาจัดกระทำแล้วนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ตาราง กราฟ แผนภาพ บรรยาย
2). แปลผลข้อมูลหรือการตีความหมายข้อมูล คือการบรรยายความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ ( บางครั้งก็มีผู้นำไปเขียนไว้ในบทที่ 5 โดยเปลี่ยนเป็นหัวข้อว่า การอภิปรายผลการทดลอง ก็มี )
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายและข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย
1). สรุปผลการศึกษา เป็นการนำผลจากการตีความหมายของข้อมูลมาสรุปว่า ได้ผลอย่างไรบ้าง สนับสนุนหรือคัดค้านกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ( ถ้ามี ) หรือไม่ อย่างไร สอดคล้องหรือแตกต่างจากผลการศึกษาหรือวิจัยของใคร อย่างไร มีข้อจำกัดที่อาจทำให้ผลการศึกษาบกพร่องอย่างไรบ้าง มีข้อสังเกตอย่างไรบ้างหรือไม่
่ 2). ข้อเสนอแนะ กล่าวถึงข้อเสนอแนะที่ได้มาจากการทำโครงงาน เช่นผลการศึกษานำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง อย่างไร รวมทั้งเสนอแนะเพื่อการศึกษาค้นคว้าเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคต
3. ส่วนอ้างอิง เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม กับภาคผนวก


3.1 บรรณานุกรม ควรเขียนให้ถูกต้องตามหลักการเขียนเอกสารอ้างอิง
3.2 ภาคผนวก จุดสำคัญของการมีภาคผนวกคือ เพื่อให้ข้อมูลมีรายละเอียด เสนอภาพแสดงขั้นตอนการศึกษา ตลอดจนผลการศึกษา เป็นต้น
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นงานที่ซับซ้อน ต้องการความรอบคอบและความละเอียดละออ ฉะนั้นจะต้องมีการทบทวนสิ่งที่ได้เขียนไปด้วยตนเองและผู้อื่น แล้วนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้รายงานสามารถสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้พอเข้าใจที่ตรงกันกับผู้เขียน
นอกจากนั้นการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ยังนิยมเขียนกิตติกรรมประกาศหรือคำขอบคุณไว้ในรายงานด้วย เพื่อเป็นการให้เกียรติและขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือของบุคคล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนให้การทำโครงงานสำเร็จลงได้ นิยมเขียนไว้หลังบทคัดย่อ หรือหัวข้อสุดท้ายหลังจากสรุปผลการศึกษาค้นคว้าและข้อเสนอแนะแล้ว อย่างไรก็ตามลำดับก่อนหลังของหัวข้อต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องตายตัว บางคนอาจสลับบางหัวข้อ บางคนก็ยุบรวมหัวข้อเข้าด้วยกัน หรือบางคนก็อาจแจกแจงหัวข้อให้ละเอียดมากขึ้นก็ย่อมกระทำได้ รวมทั้งชื่อหัวข้อก็อาจเปลี่ยนได้ เช่น บทคัดย่ออาจเปลี่ยนเป็นบทสรุป เป็นต้น
 
 
5. การแสดงผลงาน
การแสดงผลงานเป็นการเสนอผลงาน ที่ได้ศึกษาค้นคว้าสำเร็จแล้วให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจกระทำได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ ซึ่งเป็นการจัดแสดงให้ผู้อื่นได้ทราบ ได้เห็นถึงกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ของการศึกษาค้นคว้า อาจจะมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ หรือภาพ และแผนภาพประกอบด้วยก็ได้ หรืออาจจัดแสดงในรูปแบบอื่น เช่น การรายงานปากเปล่าก็ได้